โรคความดันโลหิตสูง คืออะไร? รู้ทันภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทย

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากระดับความดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือดสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

โรคความดันโลหิตสูง

ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ จึงทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองกำลังป่วย ด้วยเหตุนี้ โรคความดันโลหิตสูงจึงได้รับฉายาว่า “ภัยเงียบ” เพราะสามารถทำลายหลอดเลือด หัวใจ สมอง ไต และดวงตาได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ความดันโลหิตสูงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง และโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก  

ความดันโลหิตปกติควรอยู่ที่เท่าไร

การวัดความดันโลหิตจะแสดงค่า 2 ตัว ได้แก่

  • ความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure)
  • ความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure)

โดยทั่วไปสามารถแบ่งระดับความดันโลหิตได้ดังนี้

  • ปกติ : ต่ำกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท
  • ค่าค่อนข้างสูง : 120–129 และตัวล่างต่ำกว่า 80
  • ระยะเริ่มต้นของความดันสูง : 130–139 หรือ 80–89
  • ความดันโลหิตสูง : 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป

การวัดเพียงครั้งเดียวไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ ควรวัดหลายครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน หรือปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด


โรคความดันโลหิตสูง

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

แม้ว่าในหลายกรณีจะไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่พบว่ามีปัจจัยหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่

1. อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้แรงต้านของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตจึงสูงขึ้นตามวัย

2. พันธุกรรม

ผู้ที่มีพ่อแม่หรือญาติสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีโอกาสเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไป

3. รับประทานอาหารรสเค็ม

โซเดียมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้นและทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรสในปริมาณมาก

4. น้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

5. ขาดการออกกำลังกาย

ผู้ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายมักมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติ ทำให้หัวใจทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง

6. ความเครียดสะสม

ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวและความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

7. การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

สารนิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัวทันที ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจร่วมด้วย

เครื่องวัดความดันขายดี

โรคความดันโลหิตสูง


อาการของโรคความดันโลหิตสูง

หลายคนเข้าใจผิดว่าความดันโลหิตสูงจะต้องมีอาการปวดศีรษะทุกครั้ง แต่ความจริงแล้วผู้ป่วยกว่า 50–70% ไม่มีอาการใด ๆ

อย่างไรก็ตาม หากระดับความดันสูงมาก อาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะ โดยเฉพาะช่วงเช้า
  • เวียนศีรษะ
  • หน้ามืด
  • ตาพร่ามัว
  • ใจสั่น
  • เหนื่อยง่าย
  • เจ็บหน้าอก
  • เลือดกำเดาไหลในบางราย
  • หายใจลำบากเมื่อออกแรง

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับค่าความดันที่สูงมาก ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินจากความดันโลหิตสูง


ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมเป็นเวลานาน สามารถทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ส่งผลต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบ ได้แก่

โรคหัวใจ

หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจโต และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด

โรคหลอดเลือดสมอง

ความดันที่สูงเป็นเวลานานทำให้หลอดเลือดในสมองตีบ แตก หรืออุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอัมพฤกษ์และอัมพาต

โรคไตเรื้อรัง

หลอดเลือดที่ไตถูกทำลาย ทำให้ไตกรองของเสียได้น้อยลง จนเกิดภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง และอาจต้องฟอกไตในอนาคต

ความผิดปกติของดวงตา

หลอดเลือดที่จอประสาทตาอาจเสียหาย ทำให้การมองเห็นลดลง และในบางรายอาจสูญเสียการมองเห็นถาวร  

วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้อาศัยการวัดเพียงครั้งเดียว เนื่องจากระดับความดันโลหิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรม อารมณ์ ความเครียด และช่วงเวลาของวัน แพทย์จึงมักแนะนำให้วัดความดันโลหิตหลายครั้งในวันและเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำมากที่สุด

ก่อนวัดความดันโลหิต ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือการสูบบุหรี่ อย่างน้อย 30 นาที รวมทั้งควรนั่งพักประมาณ 5 นาที และนั่งในท่าที่ถูกต้อง โดยวางเท้าราบกับพื้นและวางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน เพื่อบันทึกค่าความดันต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มของความดันโลหิตในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าการวัดเฉพาะที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • ตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และการทำงานของไต
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อดูความผิดปกติของไต
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
  • ตรวจอัลตราซาวด์หัวใจในรายที่สงสัยว่ามีภาวะหัวใจโตหรือหัวใจล้มเหลว

วิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีเป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีความดันโลหิตสูง หรืออยู่ในระยะเริ่มต้น แพทย์มักแนะนำให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน เช่น

  • ลดอาหารเค็ม
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด

หลายคนสามารถลดระดับความดันโลหิตลงได้อย่างชัดเจนเพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่อง

2. การใช้ยา

หากการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีหลายกลุ่ม เช่น

  • ยาขับปัสสาวะ
  • ยากลุ่ม ACE Inhibitors
  • ยากลุ่ม ARBs
  • ยากลุ่ม Calcium Channel Blockers
  • ยากลุ่ม Beta Blockers

ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเอง แม้ว่าระดับความดันจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน


อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

การเลือกรับประทานอาหารเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง โดยแนวทางที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension)

อาหารที่ควรรับประทาน

  • ผักสดหลากหลายชนิด
  • ผลไม้สด
  • ธัญพืชไม่ขัดสี
  • ปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
  • นมไขมันต่ำ
  • ถั่วชนิดต่าง ๆ
  • อาหารที่มีโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารรสเค็ม
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • อาหารแปรรูป
  • ไส้กรอก
  • เบคอน
  • หมูยอ
  • ขนมขบเคี้ยว
  • ของทอด
  • เครื่องดื่มหวาน
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง โดยเฉพาะปริมาณโซเดียม ซึ่งไม่ควรได้รับเกินประมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ในแต่ละราย


วิธีลดความดันโลหิตแบบธรรมชาติ

ผู้ที่ต้องการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงสามารถเริ่มต้นได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • เดินเร็ววันละ 30 นาที
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ลดน้ำหนัก หากมีภาวะน้ำหนักเกิน
  • จำกัดการรับประทานเกลือและเครื่องปรุงรส
  • รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น
  • นอนหลับวันละ 7–9 ชั่วโมง
  • ฝึกสมาธิหรือโยคะเพื่อลดความเครียด
  • ตรวจสุขภาพประจำปี

แม้วิธีเหล่านี้จะช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาด้วยยาในผู้ที่แพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องใช้ยา


โรคความดันโลหิตสูง

วิธีป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูงสามารถทำได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยยึดหลักการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
  • ลดโซเดียมในอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • งดสูบบุหรี่
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากมีปัจจัยเสี่ยง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรคความดันโลหิตสูงรักษาหายไหม?

โดยทั่วไป โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่มักไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และการติดตามผลกับแพทย์

ความดันโลหิตสูงมีอาการทุกคนหรือไม่?

ไม่ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการผิดปกติ จึงควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ แม้จะรู้สึกแข็งแรงดี

ดื่มกาแฟทำให้ความดันสูงหรือไม่?

คาเฟอีนอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการดื่มกาแฟเป็นประจำ หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงออกกำลังกายได้หรือไม่?

สามารถออกกำลังกายได้ และถือเป็นส่วนสำคัญของการดูแลโรค แต่ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย หากมีโรคหัวใจหรือโรคร่วมอื่น ๆ


สรุป

โรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะไม่มีอาการ แต่โรคสามารถสร้างความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง การตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว